ระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย Thailand Voluntary Emission Trading System

______________________________
เรียบเรียงโดย ดร.ภานุวัฒน์ อุส่าห์เพียร

สถานการณ์ในปัจจุบัน ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญต่อการต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 15 (COP15) พบว่า ประเทศกำลังพัฒนาได้มีการส่งแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (National Appropriate Mitigation Actions: NAMAs) มากถึง 178 แผน และล่าสุดการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) มากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก (หรือคิดเป็นสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณร้อยละ 90) ได้ดำเนินการส่ง INDCs ให้กับองค์การสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว  นั่นแสดงให้เห็นว่านานาชาติได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา: http://www.stelladimokokorkus.com/2017/06/the-paris-agreement-on-climate-change.html

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ความร่วมมือจัดส่งแผน NAMAs ให้กับ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาชาติ โดยประเทศไทยได้จัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2558-2593) ซึ่งมีกรอบในการดำเนินงาน คือ เตรียมความพร้อม (Preparing) ปรับตัว (Adapting) และบรรเทา (Mitigating) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วัตถุประสงค์ระยะสั้นของแผนนี้ คือ การดำเนินการควบรวมกฎระเบียบทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนาสังคมคาร์บอนต่ำ วัตถุประสงค์ระยะกลาง คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ ร้อยละ 7-20 เทียบกับ BAU (Business As Usual) สำหรับภาคพลังงานและขนส่ง ภายในปี 2020 และวัตถุประสงค์ระยะยาว คือ ลดค่าความเข้มพลังงานลงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับ BAU ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแผนดังกล่าว รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกพร้อมทั้งเครื่องมือทางด้านนโยบายสำหรับการบรรเทาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ระบบซื้อขายใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า “Cap and Trade” เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญสำหรับช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิธีการนี้อาศัยกลไกทางการตลาด (Market based approach) ช่วยให้รัฐบาลควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ระบบนี้จะเสนอแรงจูงใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ให้กับผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดการปล่อยให้ได้ตามระดับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในทางทฤษฎี ระบบซื้อขายใบอนุญาต (Emission Trading System: ETS) จะทำการจำกัดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ตัวเลขค่าหนึ่ง หลังจากนั้น ETS ดำเนินการจัดสรรใบอนุญาตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเปิดให้มีการประมูลใบอนุญาต ให้กับกลุ่มโรงงานที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย กลไกตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ซื้อ และใครจะเป็นผู้ขาย ในระดับที่มีการจำกัดการปล่อยนั้นๆ ทั่วไป ผู้ซื้อในกลไกตลาดนี้ คือ ผู้ที่พิจารณาแล้วว่าต้นทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองสูงกว่าราคาซื้อขายใบอนุญาตในตลาด ขณะที่ ผู้ขาย คือ ผู้ที่พิจารณาแล้วว่าต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกของตนเองต่ำกว่าราคาซื้อขายใบอนุญาตในตลาด อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาว่าตนเองควรเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขายในตลาดนั้น อาจมีปัจจัยอื่นๆ อีก ที่จะต้องนำมาพิจารณา ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในระบบจะต้องมีการศึกษารายละเอียดของกลไกระบบซื้อขายใบอนุญาตอย่างละเอียด เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรตัวเอง แต่ในภาพรวมเชิงนโยบายของประเทศนั้น ระบบนี้มีประสิทธิภาพมากในการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU-ETS) ประเทศจีน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา (California Cap and Trade) ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น

ที่มา: https://www.carbonmarketdata.com/en/products/world-ets-database/presentation

สำหรับประเทศไทย ได้มีการทดลองระบบซื้อขายใบอนุญาตภาคสมัครใจ (Thailand Voluntary Emission Trading System: Thailand V-ETS) มาแล้วเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ ที่สนใจ เข้าร่วมโครงการ เพื่อทดลองระบบ รวมถึงให้ภาคอุตสาหกรรมได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ แนวทางการติดตามผลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับระบบซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทยในอนาคต ปัจจุบันการดำเนินงานในเฟสที่ 1 ได้สิ้นสุดลงแล้ว และกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ลดลง 2% เทียบกับค่าความเข้มคาร์บอนของปีฐาน)

โรงงานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วย

  1. บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 2
  2. บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 3
  3. บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 4
  4. บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 5
  5. บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขาที่ 11
  6. บริษัท ระยอง โอเลฟินส์ จำกัด
  7. บริษัทวีนิไทย จำกัด (มหาชน)

 

สำหรับผู้อ่านที่สนใจในระบบ Emission Trading System สามารถศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่ http://carbonmarket.tgo.or.th/index.php#trade

 

รายการอ้่างอิง

Liao, Z., Zhu, X., Shi, J., 2015. Case study on initial allocation of Shanghai carbon emission trading based on Shapley value. J. Clean. Prod. 103, 338-344.

OECD, 2014. Adopted by the OECD Committee on Fiscal Affairs on 26 June 2014. Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD), Paris.

Usapein, P., Chavalparit, O. 2017. A start-up MRV system for an emission trading scheme in Thailand: A case study in the petrochemical industry. Journal of Cleaner Production 142(2017) pp. 3396-3408.

Stavins, R.N., 2001. Experience with Market-based Environmental Policy In- struments. FEEM Working Paper No. 52.2002; KSG Working Paper No. 00e004. FEEM.

Thailand Greenhouse Gas Management Organization, 2011. The National Guideline Carbon Footprinting for Organization. Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization), Bangkok.

Thailand Greenhouse Gas Management Organization, 2012. Verification Guideline Carbon Footprint for Organization. Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization), Bangkok.

Warnecke, C., 2014. Can CDM monitoring requirements be reduced while main- taining environmental integrity? Clim. Policy 14, 443-466.